หากติดตามข่าวฟุตบอลช่วงนี้ คุณคงคุ้นชื่อ “สนามกีฬาโอลิมปิกยูอิส กุมปัญส์” (Lluís Companys Olympic Stadium) บนเนินเขามงจูอิก (Montjuïc) รังเหย้าชั่วคราวของบาร์เซโลนาระหว่างปิดปรับปรุงคัมป์ นู ในโครงการ Espai Barça
บทความนี้จะพาไปเจาะลึกสนามแห่งนี้ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์เกือบ 100 ปี นาทีประวัติศาสตร์ในโอลิมปิก 1992 บรรยากาศช่วงเป็นบ้านของบาร์ซ่า และเหตุผลที่มันอาจต้องกลับมารับบทบาทนี้อีกครั้ง
ประวัติสนามกีฬาโอลิมปิกยูอิส กุมปัญส์
สนามแห่งนี้เก่าแก่กว่าที่หลายคนคิด เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 1929 ออกแบบโดยสถาปนิก เปเร โดเมเนช อี โรวรา เพื่อรองรับงานมหกรรมนานาชาติบาร์เซโลน่า (Barcelona International Exposition) ในปีเดียวกัน ชื่อแรกเริ่มคือ “เอสตาดิโอ เด มงจูอิก” ตามชื่อเนินเขาที่ตั้ง

อ้างอิง: Estadios de España
จากงานเอ็กซ์โปสู่เวทีกีฬาระดับทวีป
หลังเปิดใช้ไม่นาน สนามก็กลายเป็นศูนย์กลางกีฬาของเมือง และในปี 1955 ถูกใช้เป็นสนามหลักของเมดิเตอร์เรเนียนเกมส์ ซึ่งเป็นมหกรรมกีฬาใหญ่รายการแรก ๆ ที่บาร์เซโลน่าเป็นเจ้าภาพ ช่วงหลังจากนั้นสนามค่อยๆ ทรุดโทรมลงตามกาลเวลา จนกระทั่งเมืองได้สิทธิ์จัดโอลิมปิกฤดูร้อน
การบูรณะครั้งใหญ่ช่วงปลายยุค 80
ระหว่างปี 1985–1989 สนามถูกยกเครื่องแบบเกือบทั้งหมด แนวคิดที่ใช้คือคงเปลือกอาคารและด้านหน้าดั้งเดิมปี 1929 เอาไว้ แล้วสร้างอัฒจันทร์ชุดใหม่ขึ้นภายใน ทำให้สนามได้โครงสร้างสมัยใหม่โดยไม่เสียเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรม สนามกลับมาเปิดใช้อีกครั้งในปี 1989 พร้อมกับการเป็นเจ้าภาพศึกกรีฑาชิงแชมป์โลก (IAAF World Cup)
ที่มาของชื่อ “ยูอิส กุมปันส์”
ในปี 2001 สนามถูกตั้งชื่อใหม่เพื่อเป็นเกียรติแก่ ยูอิส กุมปันส์ อดีตประธานาธิบดีแคว้นกาตาลุญญา ผู้ถูกจับกุมและประหารชีวิตในยุคเผด็จการฟรังโก ชื่อนี้จึงไม่ได้เป็นแค่ป้ายบนสนาม แต่เป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์และการเมืองที่ชาวกาตาลันให้ความหมายอย่างลึกซึ้ง
ความสำคัญของสนามต่อการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก
จุดที่ทำให้สนามแห่งนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกคือโอลิมปิกฤดูร้อน 1992 ที่บาร์เซโลน่าเป็นเจ้าภาพ สนามรับบทเป็นสเตเดียมหลัก ใช้จัดพิธีเปิดและพิธีปิด รวมถึงการแข่งขันกรีฑาทั้งหมด ทั้งของโอลิมปิกและพาราลิมปิก ในช่วงเวลานั้นความจุถูกจัดไว้ราว 67,000 ที่นั่ง
ส่วนหนึ่งของ “วงแหวนโอลิมปิก” มงจูอิก
สนามไม่ได้ตั้งอยู่โดดเดี่ยว แต่เป็นแกนกลางของ Anella Olímpica หรือวงแหวนโอลิมปิก ซึ่งรวมพาเลา ซานต์ ฌอร์ดี สระว่ายน้ำ และหอสื่อสารกาลาตราวาเข้าไว้ด้วยกัน
โมเดลการวางผังแบบนี้กลายเป็นต้นแบบให้เมืองเจ้าภาพรุ่นหลังศึกษา เพราะบาร์เซโลน่าใช้โอลิมปิกเป็นเครื่องมือฟื้นฟูเมืองทั้งเมือง ไม่ใช่แค่สร้างสนามทิ้งไว้
ลู่กรีฑาที่ยังอยู่มาถึงทุกวันนี้
มรดกที่ตกทอดมาจากยุคโอลิมปิกและยังส่งผลถึงปัจจุบันคือลู่วิ่งกรีฑารอบสนาม ซึ่งเป็นเหตุผลที่แฟนบอลรู้สึกว่าอัฒจันทร์อยู่ห่างจากขอบสนามมากกว่าสเตเดียมฟุตบอลทั่วไป
นอกจากกีฬา สนามยังเป็นเวทีคอนเสิร์ตระดับโลกของศิลปินอย่าง เดอะ โรลลิง สโตนส์, U2, มาดอนน่า และโคลด์เพลย์
การใช้งานในฐานะสนามเหย้าของบาร์ซ่า
บาร์เซโลน่าย้ายมาใช้มงจูอิกตั้งแต่ฤดูกาล 2023–24 เพราะคัมป์ นู ต้องปิดเพื่อรื้อและสร้างใหม่ตามโครงการ Espai Barça เกมการแข่งขันอย่างเป็นทางการนัดแรกของทีมที่สนามแห่งนี้คือเกมลาลีกานัดที่สองของฤดูกาล พบกับกาดิซ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2023
และหลังจากนั้นสนามบาร์เซโลน่าแห่งใหม่ชั่วคราวนี้ก็รับบทบ้านของทีมยาวข้ามสองฤดูกาลเต็ม ก่อนจะต่อเนื่องเข้าสู่ช่วงต้นฤดูกาล 2025–26

อ้างอิง: FC Barcelone
ไม่ใช่ครั้งแรกที่เป็นรังเหย้า
ก่อนหน้าบาร์ซ่า สนามแห่งนี้เคยเป็นบ้านของ อาร์ซีดี เอสปันญ่อล คู่ปรับร่วมเมือง ระหว่างปี 1997 ถึง 2009 ก่อนที่เอสปันญ่อลจะย้ายไปสนามของตัวเองที่กอร์เนยา-เอล ปราต นั่นทำให้มงจูอิกเป็นหนึ่งในไม่กี่สนามในยุโรปที่เคยเป็นรังเหย้าของทีมใหญ่ทั้งสองฝั่งของเมืองเดียวกัน
ความจุที่ลดลงและผลกระทบต่อสโมสร
ความจุอย่างเป็นทางการของสนามอยู่ที่ราว 55,900 ที่นั่ง แต่เมื่อหักพื้นที่สื่อ ห้องรับรอง และโซนที่มองเห็นสนามได้ไม่ดี ความจุที่ขายจริงในเกมของบาร์ซ่าอยู่ที่ประมาณห้าหมื่นที่นั่ง ซึ่งน้อยกว่าคัมป์ นู หลังเดิมที่จุได้เกือบแสนคนอย่างมีนัยสำคัญ ผลคือรายได้ค่าตั๋วและวันแข่งลดลงชัดเจนในช่วงที่สโมสรกำลังต้องการเงินสดที่สุด
สถิติผู้ชมและช่วงเวลาที่น่าจดจำ
ถึงจะจุได้น้อยกว่า แต่บรรยากาศบางนัดก็ไม่แพ้บ้านหลังเก่า สถิติผู้เข้าชมสูงสุดของบาร์ซ่าที่มงจูอิกอยู่ที่ 50,319 คน ในเกมเอล กลาซิโก้ พบเรอัล มาดริด ซึ่งแซงสถิติเดิม 50,314 คน จากเกมแชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศนัดแรกกับอินเตอร์ มิลาน สองตัวเลขนี้สะท้อนว่าเพดานความจุถูกใช้จนเกือบเต็มในเกมใหญ่
การกลับสู่คัมป์ นู และแผนในอนาคต

อ้างอิง: mainstand
บาร์เซโลน่ากลับไปเล่นที่สปอติฟาย คัมป์ นู (Spotify Camp Nou) อีกครั้งเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2025 ในเกมลาลีกากับแอธเลติก บิลเบา โดยเปิดใช้เพียงบางส่วนราว 62,000 ที่นั่ง และทยอยเปิดอัฒจันทร์เพิ่มตามใบอนุญาตแต่ละเฟส
เรื่องราวของมงจูอิกยังไม่จบ เพราะสโมสรได้ยื่นเรื่องต่อลาลีกาเพื่อขอกลับมาใช้สนามแห่งนี้ในครึ่งแรกของฤดูกาล 2027–28 ระหว่างที่มีการติดตั้งหลังคาใหม่ของคัมป์ นู ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้เวลาหลายเดือน ทั้งนี้เป็นเพียงคำขอที่ยังต้องรอการอนุมัติ
บรรยากาศและจุดเด่นของสนาม
สิ่งที่ทำให้มงจูอิกต่างจากสเตเดียมสมัยใหม่คือบุคลิกของมันเอง อัฒจันทร์เปิดโล่ง ด้านหน้าอาคารสไตล์ปี 1929 และทำเลบนเนินเขาที่มองเห็นเมืองและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้การมาชมเกมที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนมาเยือนสถานที่ทางประวัติศาสตร์มากกว่ามาดูบอลอย่างเดียว
ข้อดีที่แฟนบอลพูดถึง
จุดขายชัดเจนคือทัศนียภาพและบรรยากาศรอบสนาม เดินขึ้นมาตามสวนมงจูอิก ผ่านน้ำพุมายิก้าและอาคารโอลิมปิกอื่น ๆ ก่อนถึงสนาม นอกจากนี้เมื่อความจุน้อยลง เสียงเชียร์จากกองเชียร์ที่เต็มความจุก็ดังกระชับขึ้นในบางนัด ทำให้เกมใหญ่มีบรรยากาศอัดแน่นกว่าที่หลายคนคาด
ข้อจำกัดที่ปฏิเสธไม่ได้
ในทางกลับกัน ลู่กรีฑาทำให้ระยะห่างระหว่างแฟนบอลกับขอบสนามมากกว่าปกติ ความรู้สึก “หายใจรดต้นคอ” แบบสนามฟุตบอลแท้ ๆ จึงลดลง
การเดินทางขึ้นเนินเขาก็ใช้เวลาและกำลังพอสมควร โดยเฉพาะช่วงเลิกเกมที่คนหลายหมื่นลงจากมงจูอิกพร้อมกัน อีกทั้งอัฒจันทร์ที่ไม่มีหลังคาคลุมทั่วถึงก็ทำให้ฝนและแดดมีผลกับประสบการณ์ชมเกมโดยตรง
บทสรุป
สนามกีฬาโอลิมปิกยูอิส กุมปัญส์ ไม่ใช่แค่ที่พักชั่วคราว ระหว่างรอคัมป์ นู เสร็จ แต่เป็นสนามที่มีเรื่องราวของตัวเองมาตั้งแต่ปี 1929 ผ่านเมดิเตอร์เรเนียนเกมส์ โอลิมปิก 1992 และการเป็นบ้านของสองสโมสรใหญ่แห่งบาร์เซโลน่า
สำหรับสโมสร มันคือช่วงเวลาที่ต้องแลกรายได้และความจุกับอนาคตระยะยาว ส่วนสำหรับแฟนบอล มันคือสองฤดูกาลกว่า ๆ ที่มีทั้งค่ำคืนยุโรปที่น่าจดจำและความคิดถึงบ้านหลังเดิม และถ้าคำขอใช้สนามในฤดูกาล 2027–28 ได้รับอนุมัติจริง เรื่องราวระหว่างบาร์ซ่ากับมงจูอิกก็ยังมีบทต่อไปให้ติดตาม







