ปัจจุบันโลกของฟุตบอล เมื่อผู้ตัดสินทำสัญลักษณ์มือรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและชี้ไปที่ข้างสนาม การดีใจหลังทำประตูอาจจะถูกเบรกด้วยความลุ้นระทึกชั่วขณะ เพราะมันคือสัญลักษณ์มือขอดู VAR หรือ Video Assistant Referee เป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทสำคัญที่สุดในการตัดสินเกมฟุตบอลยุคใหม่
บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับระบบ VAR ว่ามันเริ่มใช้เมื่อไหร่ จุดกำเนิดมาจากไหน และจริงๆ แล้วขอบเขตการใช้งานของมันครอบคลุมสถานการณ์ไหนบ้าง ตั้งแต่ประวัติไปจนถึงกฎกติกาที่แฟนบอลตัวจริงต้องรู้

Source: UEFA – Video Assistant Referees
จุดกำเนิดเทคโนโลยี VAR
แม้ว่าดูเหมือนว่า VAR เพิ่งจะเพิ่มเข้ามาช่วยการตัดสินการแข่งขันฟุตบอลได้ไม่นาน เบื้องหลังการพัฒนาระบบ VARนั้น มีเส้นทางที่ยาวนานกว่าที่คิด โดยมีจุดประสงค์หลักคือการทำให้ความผิดพลาดที่ชัดเจนหมดไปจากเกมการแข่งขันกีฬา
ต้นกำเนิดของระบบ VAR ไม่ได้เริ่มจาก FIFA โดยตรง แต่เริ่มจากสมาคมฟุตบอลเนเธอร์แลนด์ (KNVB) ในโปรเจกต์ที่มีชื่อว่า Refereeing 2.0 ในช่วงต้นทศวรรษ 2010 และได้เริ่มทำการทดสอบระบบจำลองนำเทคโนโลยีภาพช้ามาช่วยผู้ตัดสินในลีกเอเรดิวิซี (Eredivisie) ในฤดูกาล 2012-2013
เหตุการณ์สำคัญของระบบ VAR
- สมาคมฟุตบอลเนเธอร์แลนด์ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการสมาคมฟุตบอลระหว่างประเทศ (IFAB) เพื่อขอแก้ไขกฎให้มีการใช้เทคโนโลยีช่วยตัดสินในปี 2014 แต่ในขณะนั้น เซปป์ แบลตเตอร์ ประธาน FIFA ยังไม่เห็นด้วยกับไอเดียนี้
- ในปี 2016 ภายใต้ยุคของ จานนี อินฟานติโน ประธาน FIFA คนใหม่ IFAB ได้อนุมัติการทดลองใช้ระบบ VAR ในการแข่งขันฟุตบอลเกมกระชับมิตรระหว่าง ทีมสำรอง PSV กับ FC Eindhoven ในเดือนกรกฎาคม 2016
- ในเดือนสิงหาคม ปี 2017 ลีกใหญ่ของยุโรปอย่าง บุนเดสลีกา (เยอรมนี) และ กัลโช่ เซเรีย อา (อิตาลี) เริ่มนำระบบ VAR มาใช้เต็มรูปแบบเป็นกลุ่มแรก
- ในปี 2018 ระบบ VAR ถูกนำมาใช้ในฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ที่สุด แม้จะมีข้อถกเถียง แต่สถิติความแม่นยำในการตัดสินเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- พรีเมียร์ลีกอังกฤษยอดนิยมที่สุดในโลกเริ่มนำระบบ VAR มาใช้งานอย่างเป็นทางการ ในปี 2019
ตอนไหนกรรมการต้องใช้ระบบ VAR
แฟนบอลหลายคนอาจเข้าใจผิดว่าระบบ VAR สามารถใช้แย้งผู้ตัดสินได้ในทุกเรื่อง แต่ในความเป็นจริงคณะกรรมการสมาคมฟุตบอลระหว่างประเทศ (IFAB) ได้มีกำหนด 4 สถานการณ์สำคัญและจะต้องเป็นจังหวะที่มีความผิดพลาดแบบชัดเจน หรือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ผู้ตัดสินมองไม่เห็น แต่ถ้าไม่ได้อยู่ในขอบเขต 4 กรณีนี้ จะไม่สามารถใช้ระบบ VAR ได้
กรณีที่ 1 ทำประตู
เป็นกรณีที่ระบบ VAR ถูกใช้มากที่สุด ระบบจะมีการตรวจสอบทุกครั้งเมื่อมีการยิงลูกเข้าประตู เพื่อยืนยันว่าการทำประตูนั้น ๆ เป็นไปตามกติกา โดยพิจารณาจาก
- ผู้ทำประตูหรือผู้เล่นที่มีส่วนร่วมอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าหรือไม่
- ทีมรุกมีการทำฟาวล์คู่แข่งก่อนที่จะได้ประตูหรือไม่
- ลูกบอลได้ผ่านเส้นสนามออกไปเต็มใบแล้วหรือไม่ก่อนที่จะมีการทำประตู
- ผู้ทำประตูหรือผู้เล่นทีมรุกใช้มือช่วยในการทำประตูหรือไม่
กรณีที่ 2 ตัดสินจุดโทษ
ระบบ VAR ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อป้องกันความผิดพลาดเพราะการได้หรือเสียจุดโทษมีผลโดยตรงต่อผลแพ้ชนะ โดยพิจารณาจาก
- ผู้เล่นฝ่ายรุกถูกทำฟาวล์จริงหรือเป็นการเจตนาทิ้งตัวเพื่อเรียกจุดโทษ
- จุดที่เกิดการปะทะเกิดขึ้นบนเส้นหรือในกรอบเขตโทษ
- ทีมรุกทำฟาวล์หรือล้ำหน้ามาก่อนจังหวะจุดโทษหรือไม่
- หากผู้รักษาประตูขยับเท้าออกจากเส้นก่อนลูกจะถูกยิงในขณะยิงจุดโทษ
กรณีที่ 3 ใบแดงโดยตรง
ระบบ VAR จะมีบทบาทในกรณีของใบแดงโดยตรงเท่านั้น เพื่อปกป้องนักเตะจากการเล่นที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ โดยพิจารณาจาก
- การเข้าสกัดที่เปิดปุ่มสตั๊ด ย่ำใส่ข้อเท้า หรือการกระทำที่เสี่ยงต่อนักเตะคนอื่น
- อารมณ์นอกเกม เช่น การตีศอก ชกต่อย หรือเตะนอกเกมที่ผู้ตัดสินมองไม่ทัน
- พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในสนาม เช่น การถ่มน้ำลายหรือใช้ท่าทางหยาบคาย
- ขัดขวางโอกาสในการทำประตูที่ชัดเจน
กรณีที่ 4 ระบุตัวผู้เล่นผิด
ถึงจะเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่ก็เคยมีกรณีที่ผู้ตัดสินแจกใบเหลืองหรือใบแดงให้กับนักเตะผิดคน (เช่น ฝาแฝด หรือผู้เล่นที่หน้าตาคล้ายกัน) ระบบ VAR จะช่วยแจ้งผู้ตัดสินทันทีเพื่อให้แก้ไขคำตัดสินและลงโทษผู้กระทำผิดตัวจริง
กระบวนการตรวจสอบของระบบ VAR
เพื่อให้เข้าใจการทำงานของระบบ VAR มีสองกระบวนการตรวจสอบของระบบ ได้แก่
- การตรวจสอบเบื้องต้นในห้อง VAR ซึ่งระบบจะเช็กทุกจังหวะสำคัญตลอดเวลา แม้กระทั่งในขณะที่ผู้ตัดสินในสนามไม่รู้ตัว หรืออาจจะแค่แตะหูฟังเพื่อรอฟังผล หากห้อง VAR เห็นว่าคำตัดสินเดิมถูกต้องแล้ว เกมจะดำเนินต่อไปโดยไม่ต้องหยุดดูจอ
- การตรวจสอบผ่านหน้าจอข้างสนาม หากห้อง VAR เห็นว่ามี ข้อผิดพลาดชัดเจน ผู้ตัดสินจะต้องไปดูจอภาพข้างสนาม เพื่อประกอบการตัดสินใจขั้นสุดท้าย

Source: Olympics – What is VAR in football
บทสรุปส่งท้าย
โลกของลูกหนังตั้งแต่ได้มีการนำระบบ VAR เข้ามาใช้อย่างแพร่หลาย การตัดสินเกมในแต่ละการแข่งขันก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ถึงแม้ว่าในด้านอารมณ์ร่วมที่แฟน ๆ อาจจะต้องรอยืนยันเพื่อไม่ให้ดีใจออกนอกหน้าไปก่อน แต่ในมุมของการตัดสินแบบยุติธรรม ระบบนี้ช่วยยับยั้งความผิดพลาดของการที่สามารถเปลี่ยนชะตาของทีมฟุตบอลได้
และในอนาคตเทคโนโลยี VAR จะมีการพัฒนายิ่งขึ้นไป อย่างเช่น ระบบ Semi-Automated Offside Technology (SAOT) ที่ช่วยจับการล้ำหน้าได้อย่างรวดเร็วและลดเวลารอคอย ช่วยทำให้เกมการแข่งขันไหลลื่นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การเข้าใจระบบ VAR จะช่วยแฟน ๆ ดูบอลได้อย่างสนุกและเข้าใจเกมมากยิ่งขึ้น







